การสงวนรักษาสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

มาตรฐาน

ศรินดา วงศ์โกศลสุข (เขียน)

วิทยาการด้านการสงวนรักษา ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือวัตถุ ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อช่วยในการสงวนรักษานั้น เช่น การทำให้เป็นดิจิทัลและการนำเทคโนโลยีการสงวนรักษาบางประเภทมาช่วยให้สามารถเก็บรักษาเอกสารหรือวัตถุให้คงสภาพได้นานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การสงวนรักษาสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้น มีความละเอียดอ่อนที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องคำนึงถึงและอาจเกี่ยวพันไปถึงการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสงวนรักษาสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้น

เหตุผลที่ควรมีการสงวนรักษาสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไว้ มีอยู่ด้วยกันหลายประการ แต่ที่สำคัญคือ สังคมโลกที่แปรเปลี่ยนไปและเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความก้าวหน้าได้ย่อโลกให้เล็กลง สังคมต่างๆ เริ่มมีการปรับตัวไปสู่การดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่างๆ ที่เคยมีมาแต่อดีต บางอย่างกำลังเลือนหายไป ทั้งด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกการดำเนินการบางอย่าง หากไม่มีการสงวนรักษาสิ่งซึ่งเป็นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะชาติพันธุ์หรือชุมชนอย่างเหมาะสมแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาและแทนที่ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบางสังคมที่ความรู้มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่ได้มีการบันทึก

ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมล้วนมีความสำคัญซึ่งสามารถบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสังคมอื่น ปัจจุบันคือยุคแห่งทางแยกที่เทคโนโลยีกำลังทำให้เราห่างออกมาจากอดีต แต่ก็เป็นเทคโนโลยีในสมัยนี้เช่นกันที่เราสามารถจะเลือกใช้เพื่อสงวนรักษาความรู้ที่เป็นแก่นรากแห่งวัฒนธรรมให้ยังคงอยู่จนถึงรุ่นต่อๆ ไป [1]

ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นของการสงวนรักษา

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การสงวนรักษาความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้มีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อช่วยให้การสงวนรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม รูปแบบการทำให้เป็นดิจิทัลที่เป็นที่นิยมกัน คือ เอกสาร ภาพถ่าย และที่บันทึกเสียง

ในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร ซึ่งมีอากาศร้อนชื้น เช่น ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอกสารที่เป็นกระดาษและรูปถ่ายมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าประเทศที่มีอากาศเย็นกว่า อีกทั้งหลายๆ ประเทศในแถบนี้ยังไม่มีความสามารถหรือแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการสร้างสถานที่สงวนรักษาที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่มีการสงวนรักษาในมหาวิทยา Natal ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมรูปภาพการดำเนินชีวิตของชาวแอฟริกาใต้ในระหว่างศตวรรษที่ 19 ถึง ศตวรรษที่ 20 ไว้กว่า 30,000 ภาพ มีปัญหาการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วของรูปภาพเนื่องจากอากาศและความชื้น ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเก็บรวบรวมในรูปแบบดิจิทัล ก่อนที่รูปภาพฉบับจริงเหล่านั้นจะเสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ [2]

การทำให้เป็นดิจิทัลนี้มีประโยชน์หลัก 2 แง่ คือ การที่เอกสารต้นฉบับมีทางเลือกในการจัดเก็บสำรองอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถป้องกันการเสื่อมทางด้านกายภาพได้ อีกแง่หนึ่ง คือ การที่เอกสารต้นฉบับจะถูกสงวนรักษาได้ดียิ่งขึ้น จากการลดจำนวนการถูกสัมผัสทางกายภาพจากเจ้าหน้าที่หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ความสะดวกในการรับรู้และเข้าถึง

การสร้างห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศออนไลน์มีประโยชน์หลายด้านด้วยกัน โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องมือการทำให้เป็นดิจิทัลจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างการเข้าถึงที่สะดวกยิ่งขึ้น เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ถูกเพิ่มการเข้าถึงให้มากขึ้นด้วยการสแกนต้นฉบับและจัดเก็บเอกสารดิจิทัลเป็นสำเนาให้ผู้ที่มีความต้องการสามารถนำไปใช้ได้ นี่ทำให้นักวิจัยจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงเอกสารที่ไม่สามารถเข้าถึงมาก่อนได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ การทำให้เป็นดิจิทัลต้องใช้ทรัพยากรในการดำเนินงาน และยังต้องมีกลยุทธ์ในการจัดการที่ดีจึงจะทำให้เกิดการสงวนรักษาที่เกิดประสิทธิภาพ อีกทั้งการทำให้เป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่ใช่แนวทั้งหมดของการสงวนรักษา

ความกังวลของเจ้าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มก็เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการเก็บรักษาไว้เป็นการภายในเท่านั้น ในปี 1990 ประเทศสหรัฐอเมริกาออกบทบัญญัติ “การปกป้องและการส่งกลับวัตถุอันเนื่องด้วยพิธีกรรมฝังศพไปสู่ถิ่นเดิมของชนพื้นเมืองอเมริกัน หรือ NAGPRA (The Native American Graves Protection and Repatriation Act of 1990)” [3] ซึ่งโดยวัตถุประสงค์แล้วอาจมีความตั้งใจที่ดีเพื่อสร้างระเบียบแบบแผนกับชนพื้นเมืองต่างๆ ในอเมริกา อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ชนพื้นเมืองท้องถิ่นที่มีพิธีกรรมฝังศพในรูปแบบดั้งเดิมต้องเปิดเผยสิ่งที่พวกเขาไม่สบายใจ “ในปี 1994 ประธานของชนพื้นเมืองอินเดียนเผ่าโฮปิ (Hopi) ได้ยื่นจดหมายไปถึงพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุหลายแห่งในอเมริกา เพื่อขอร้องให้ระงับการให้บริการวัตถุและเอกสารที่นักวิจัยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของวัฒนธรรม ซึ่งการเห็นคนนอกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากศาสนาของตัวเอง ทำให้ชนชาวอินเดียนมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่จะกระตุ้นให้เกิดการควบคุมข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม พิธีกรรมทางศาสนา สถานที่แสวงบุญ เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา เพลง ศิลปะของชนพื้นเมืองดั้งเดิม ความรู้เรื่องพืชที่เป็นยา ความหลากหลายของพืชพันธุ์ แม้แต่ลำดับขั้นของสายตระกูลของประชากรที่อยู่ห่างไกล สิ่งที่กล่าวมานี้ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ และยังผลให้บุคคลภายนอกเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย” [3]

ความรู้สึกเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นการสงวนรักษา

ในเหตุการณ์บางเหตุการณ์ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการสงวนรักษา ยกตัวอย่างเช่น ค่ายรวมพลของพวกนาซี ประชาชนบางกลุ่มเห็นว่าค่ายนี้ควรจะถูกปล่อยให้ปรักหักพังไป แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่าควรจะสงวนรักษาหลักฐานความร้ายกาจที่เกิดขึ้นในค่ายนี้เอาไว้ โดยในปี 1947 รัฐสภาแห่งชาติโปแลนด์กำหนดให้สงวนรักษาค่าย Auschwitz ตลอดไป เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความทรมานของชาวโปแลนด์และชนชาติอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบัน องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกแล้ว [4]

การสงวนรักษาส่งผลดีในด้านการอนุรักษ์ความรู้หรือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไว้เพื่อการศึกษาและพัฒนาในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้นมีความละเอียดอ่อน การจะดำเนินการใดๆ ควรมีกระบวนการศึกษาและทบทวนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถยอมรับในการปฏิบัตินั้นๆ ได้และไม่เกิดปัญหา ซึ่งอาจสร้างความแตกแยกเชิงเชื้อชาติและศาสนาได้โดยง่าย

บรรณานุกรม

[1] Gaston, Nicole M. (2008). “Digital Preservation Strategies for Local Information Resources and Heritage Materials: A case study of the Notman Photographic Archives at the McCord Museum, Montreal, Quebec, Canada.” Localinfonet.net. Retrieved August 1, 2009 from http://www.localinfonet.net/toyota/file/nicole-msu_meeting.pdf

[2] Peters, Dale. “The role of digital technology as a preservation strategy in a humid climate.” Care of Photographic, Moving Image, & Sound Collections. Ed. Susie Clark. University College of Ripon & York St. John, York, England: Institute of Paper Conservation, 1998, cited in Gaston, Nicole M. (2008). “Digital Preservation Strategies for Local Information Resources and Heritage Materials: A case study of the Notman Photographic Archives at the McCord Museum, Montreal, Quebec, Canada.” Localinfonet.net. Retrieved August 1, 2009 from http://www.localinfonet.net/toyota/file/nicole-msu_meeting.pdf

[3] ธันวดี สุขประเสริฐ. (2009). “จดหมายเหตุวัฒนธรรมกับจริยธรรมในการใช้เอกสาร.” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. Retrieved August 1, 2009 from http://www4.sac.or.th/anthropological_archive/th_article/5.pdf

[4] Cloonan, Michele V. (2007). “The paradox of preservation.” Library Trends. FindArticles.com. Retrieved August 1, 2009 from http://findarticles.com/p/articles/mi_m1387/is_1_56/ai_n21055185/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s